วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ดาบ 2 คม ของน้ำผักผลไม้



ความเชื่อที่เชื่อกันมานาน และอย่างแพร่หลายว่า น้ำผักผลไม้นั้น มีคุณประโยชน์อย่างมากมาย กับสุขภาพของเรา แต่ใครจะตระหนักบ้างว่า ภายใต้อาหารเพื่อสุขภาพประเภทนี้ จะแอบซ่อนพิษภัย ร้ายแรง ที่ก่อเกิดผลเสียต่อร่างกายได้ สำหรับผู้ที่ชอบดื่มน้ำส้ม น้ำองุ่น เรามีประสบการณ์ จากคำบอกเล่า ของหญิงสาวคนหนึ่ง มาเล่าสู่กันฟัง คงทำให้หลายๆคนได้ ตระหนัก และหันมาดูแลเอาใจใส่สุขภาพ อย่างจริงจังมากขึ้น
ปกติเป็นคนชอบทาน น้ำผักผลไม้กล่องทุกเช้า วันละแก้วสูงเต็มแก้ว ก็ทานอยู่หลายยี่ห้อ สลับกันไป แล้วก็เป็นคนชอบ ทานผลไม้ด้วย ทานประจำทั้งกลางวันและเย็นหลังอาหาร ก็ไม่ได้เยอะมาก ส่วนมากก็ทานส้ม ฝรั่ง เป็นหลัก เพราะหาซื้อง่าย และราคาถูก เมื่อสักประมาณสองเดือนที่แล้ว เราเกิดอาการท้องอืด เหมือนอาหารไม่ย่อย แล้วก็มีแก๊สในกระเพาะ เยอะมาก พะอืดพะอม แต่ท้องไม่เสีย ก็ทานยาลดแก๊ส ยาธาตุ น้ำขิง ก็พอประทังแต่ไม่หาย เป็นอยู่สามวัน ก็ทนไม่ได้ ไปหาหมอที่รักษาประจำ เล่าอาการให้หมอฟังเสร็จ หมอถามว่าดื่มน้ำผลไม้หรือเปล่า ก็ตอบว่าดื่มประจำกินผลไม้หรือเปล่าก็ตอบว่ากินประจำ โดยเฉพาะส้มกับฝรั่ง แล้วก็ตรวจเช็คร่างกาย หมอบอกว่ารู้แล้วว่าเป็นอะไร.......อาหารเป็นพิษ คือร่างกายสะสมสารพิษจากพวกยาฆ่าแมลง จนถึงจุดที่มันแสดงอาการ หมอบอกว่าส้มเป็นผลไม้ ที่ใช้สารเคมีเป็นอันดับต้น ๆ นอกจากนั้น ก็พวกฝรั่ง แครอท องุ่น ผักคะน้า อีกหลายชนิด
ในโรงงานเวลาผลิต จะไม่มีการปลอกเปลือก คั้นกันทั้งเปลือก ไม่ว่าจะส้ม องุ่น และฝรั่ง การทำความสะอาดด้วยการล้างน้ำ ไม่สามารถกำจัดสารเคมี ได้หมด สารเคมีที่ตกค้าง เหล่านี้จะตกค้างในน้ำผลไม้ที่เราดื่ม ปริมาณที่ตกค้าง แต่ละขวดไม่สามารถ ทำให้เกิดอาการ ได้ทันที แต่จะสะสมไว้ในร่างกาย ถ้ามีมากๆ ก็จะสะสมไว้ในตับ แม้แต่น้ำส้มที่เค้าคั้นขายสด ก็ไม่ควรดื่ม เพราะนอกจากจะมีสารเคมี พวกยาฆ่าแมลงตกค้างแล้ว ตัวเครื่องที่ใช้คั้นก็เป็นตัวสะสม แบคทีเรีย เพราะแม่ค้าคั้น ตั้งแต่เช้ากว่าจะล้างก็เย็น ช่วงระหว่างวัน อากาศเมืองไทยร้อน ทำให้พวกแบคทีเรียเจริญเติบโตได้เร็ว คุณหมอได้ให้ยาแก้อาหารเป็นพิษมา บอกว่าถ้าทานยาไปสักระยะ แล้วไม่หาย ต้องมาหาหมออีก ต้องเจาะเลือดดูตับ ว่ามีสารพิษ ตกค้างอยู่มากขนาดไหน แต่เราโชคดี ทานยาไปไม่กี่วันอาการก็ดีขึ้น หลังจากไปหาหมอ เราเลิกกินน้ำผักผลไม้ทุกชนิด ส่วนส้มกับฝรั่ง นานๆ กินที หันไปกินพวก แอปเปิ้ิล สับปะรด กับ มะละกอแทน สำหรับสาวๆ ที่รักสุขภาพก็อย่าเพิ่งกลัวการดื่มน้ำผลไม้นะคะ อย่าลืมว่ายังมีน้ำผลไม้ที่ถูกสุขอนามัย ให้เราสามารถเลือกซื้อหากันคะ หรือจะหันมาเลือกทานผลไม้สด ก็ได้ทั้งวิตามิน และไฟเบอร์ บ้านเราเป็นเมืองร้อน มีผลไม้อร่อยๆ หลากหลายชนิด เราก็เลือกทานให้อร่อย แต่อย่าลืมใส่ใจสุขภาพกันนะคะ
บทความดีดีจาก 88DB อินเตอร์เนชั่นแนล

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2551

22 Tips เผาผลาญแคลอรี่


22 Tips เผาผลาญแคลอรี่
(1) หากอยากกินขนม ให้ดื่มน้ำแทน เอาให้อิ่มไปเลย
(2) พยายามให้ตู้เก็บอาหารของเราว่างเปล่า เพื่อจะไม่ได้มีสิ่งยั่วยวนให้เราตบะแตก
(3) ติดรูปนางแบบ หรือ นายแบบ ที่เราฝันอยากจะเป็น เพื่อสร้างแรงจูงใจ ในการลดความอ้วน
(4) กินของที่มีรสชาติร้อนแรง เช่น พริกป่น ขิง ซอสพริก จากรายงานของ มหาวิทยาลัยเกียวโต ญี่ปุ่น พบว่ามันจะกระตุ้นการเผาผลาญแคลอรีได้ประมาณ 25%
(5) หลับเพื่อลดความอ้วน เมื่อคุณหลับโอกาสที่จะหาของกินย่อมมีน้อยลง
(6) เป็นนักช็อปที่ฉลาด มีรายชื่อข้าวของที่คุณต้องการที่จะซื้อ และให้ซื้อเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดกิเลสไปซื้อของอ้วนๆมากิน
(7) กินข้าวเช้าเถอะที่รัก เพราะมันจะไม่ทำให้คุณหิวมากตอนช่วงกลางวัน
(8) ฟังเพลงที่มีสุนทรียรส (พวกเพลงอกหัก อย่าฟัง) นักวิจัยพบว่า สมองเราทำงานเมื่อเวลาฟังเพลงดีๆ เหมือนกับตอนที่เราหม่ำอาหารที่ชอบ
(9) อย่ากินจนกว่าจะนั่ง
(10) ดื่มชาเขียว มหาวิทยาลัยสวิสเซอร์แลนด์พบว่าการดื่มชาเขียวจะช่วย เผาผลาญแคลอรี พยายามดื่ม 3 ถ้วยต่อวัน
(11) เวลากินก็สนใจในสิ่งที่ตนเองกิน หากตอนที่เราดูทีวี อ่านหนังสือ หรือดู internet ก็อย่ากิน
(12) พยายามหาเวลาไปเดิน เพราะนอกจากจะช่วยเผาผลาญแคลอรีแล้ว แสงแดดยังช่วยทำให้ลดความอยากอาหารด้วย
(13) พยายามหมั่นแปรงฟัน เพราะมันช่วยลดความอยากของคุณได้
(14) กินพออิ่ม เหลือก็ช่างมันเถอะ อย่าเสียดาย ให้คิดเสียว่าหากกินเข้าไป เวลาจะลด อาจจะเสียเงินมากกว่า
(15) อย่าใจร้อนจะลดความอ้วนภายในพริบตา เพราะนอกจากมันจะทำไม่ได้แล้ว คุณจะเสียกำลังใจไปเปล่าๆ
(16) เดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟท์
(17) ซื้อเชือกกระโดด มันเป็นการออกกำลังกายที่ดี และไม่เปลืองที่อีกด้วย
(18) บริหารก้น เมื่อคุณยืนรอรถเมล์ หรือ นั่งทำงาน ลองพยายามเกร็งกล้ามเนื้อที่ก้นแล้วก็คลาย มันไม่เพียงแต่ทำให้ก้นคุณกระชับ แต่มันทำให้เราผ่อนคลายด้วย (เอ้อ ดีแฮะ)
(19) ไปซื้อดัมเบลล์มาเล่นที่บ้าน เวลาว่างก็เอามันมายกขึ้นยกลง
(20) ลองขึ้นบันได้ทีละสองขั้น
(21) บ้านไหนมีสวน ก็ไปขุดดิน ตัดหญ้าบ้าง เอาแคลอรีออกไป
(22) ไปซื้อวิดีโอออกกำลังกาย เปลี่ยนบ้านให้เป็น ฟิตเนสเลย

แหล่งที่มา » siamfitness

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เทคนิคการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก



เทคนิคการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก
1. รูปแบบการออกกำลังกาย (Type)สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักและควบคุมน้ำหนักตัว ควรเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายประเภทแอโรบิก หรือการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเดิน การวิ่งเหยาะ ๆ การขี่จักรยานแบบนั่งอยู่กับที่ การว่ายน้ำ หากของออกกำลังกายเป็นกลุ่มก็เข้าร่วมกิจกรรมการเต้นแอโรบิก การฝึกไท้เก๊ก การฝึกโยคะ เป็นต้น โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับตนเอง และคำนึงถึงความสะดวก ปลอดภัย รวมทั้งความยากง่ายด้วย และควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกหรือมีการเปลี่ยนแปลงจังหวะทิศทางเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ซึ่งจะมีผลต่อข้อเข่าข้อเท้าทำให้เกิดการบาดเจ็บได้
2. ระยะเวลาในการออกกำลังกาย (Duration)หากต้องการให้ร่างกายให้พลังงานหรือเผาผลาญไขมันได้มาก ควรให้ระยะเวลาในการออกกำบังกายยาวนานโดยเรียนรู้ระดับความเหน็ดเหนื่อยที่เหมาะสมด้วยตัวเอง เช่น หากไม่สามารถพูดคุยโต้ตอบกันได้ในขณะออกกำลังกาย แสดงว่าการออกกำลังกายนั้นหนักเกินไป ซึ่งไม่สามารถออกกำลังกายได้นาน สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการออกกำลังกาย ควรเริ่มการออกกำลังกายโดยใช้เวลาไม่นานนัก ประมาณ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เมื่อคุ้นเคยหรือมีสมรรถภาพร่างกายดีแล้ว จึงปรับเวลาให้การออกกำลังกายเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งสามารถออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 30-45 นาที หรือนานกว่าประมาณ 4-6 ครั้งต่อสัปดาห์
3. ความหนักในการออกกำลังกาย (Intensity)ควรออกกำลังกานให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตัวเอง ไม่ควรทำหรือล้อเลียนแบบผู้อื่น เพราะการออกกำลังกายที่ดูว่าเบาสำหรับคนอื่น อาจจะกลาเป็นหนักสำหรับเรา จึงควรเลื่อนกระดับความหนักให้เหมาะสมกับตนเอง ด้วยการคำนวณจากอัตราเต้นชีพจรสูงสุดดังนี้
ตัวอย่าง นาย ก อายุ 40 ปี ต้องการออกกำลังกายที่ระดับความน้ำหนัก 60-70 % ของอัตราการเต้นชีพจรสูงสุดนาย ก. ควรออกกำลังกายให้เหนื่อยที่ระดับหัวใจเต้นที่ครั้งต่อนาที มีวิธีคำนวณดังนี้
อัตราการเต้นชีพจรสูงสุดของนาย ก. = 220 – อายุ นาย อ. = 220 -40 = 180 ครั้งต่อนาที
การออกกำลังกายที่ระดับความหนัก 60 % = 180 x 0.60 = 108 ครั้งต่อนาทีการออกกำลังกายที่ระดับความหนัก 70 % = 180 x 0.70 = 126 ครั้งต่อนาที
ดังนั้น การออกกำลังกายของ นาย ก. ควรให้เหนื่อยที่ระดับหัวใจเต้นประมาณ 108-126 ครั้งต่อนาที ซึ่งเป็นความหนักที่ระดับ 60 – 70 % ของอัตราการเต้นชีพจรสูงสุดของ นาย ก. โดยร่างกายจะดึงไขมันออกมาใช้เป็นพลังงานในการเคลื่อนไหวคณะออกกำลังกาย
4. ความบ่อยครั้งในการออกกำลังกาย (Frequency) ผู้ออกกำลังกายที่ต้องการลดน้ำหนักเร็ว พึงระลึกไว้เสมอว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิก หรือแบบใช้ออกซิเจนเป็นพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง ขี่จักรยาน หรือเต้นแอโรบิก ฯลฯ ยิ่งทำได้นานและบ่อยครั้งมากเท่าใด ยิ่งช่วยเผาผลาญและลดไขมันในร่ายกายได้มากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ควรมีวันพักหรือหยุดออกกำลังกาย อย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์และออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ หรืออย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์
หลักสำคัญของการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก
1. ควรให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ทั่วร่างกายได้เคลื่อนไหวหรือออกแรงอย่างต่อเนื่อง หรือเป็นช่วย ๆ อย่างน้อย 15 – 30 นาที จะทำให้เผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น
2. ต้องให้เกิดความรู้สึกเหนื่อย โดยให้หัวใจเต้นประมาณ 120-140 ครั้งต่อนี้ หรือประมาณ 60-70 % ของอัตราการเต้นหัวใจ
3. ต้องออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ หรืออย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์
4. ควรเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ โดยให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเองและสอดคล้องวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์และการทรงตัวที่ดี
5. ควรอบอุ่นร่างกายและยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้ง
6. ไม่ควรงดอาหาร แต่ควรปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ถูกต้องได้สัดส่วนเหมาะสม
7. ควรงดอาหารออกกำลังกายเมื่อมีอาการเจ็บป่วยไม่สบายหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ควรเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวไหล่ หลังส่วนนอก อก ต้นแขน หน้าท้อง หลังส่วนล่าง ต้นขา และสะโพก ให้แข็งแรง ซึ่งจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวและรูปร่างทรวดทรงที่กระชับได้สัดส่วนสวยงาม เป็นการสร้างเสน่ห์เพิ่มบุคลิกที่ดีให้กับตนเอง

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2551

สุขภาพดีด้วย“ธรรมชาติบำบัด”

วิธีการ “ธรรมชาติบำบัด” เป็นแนวทางที่ผู้คนทั่วโลกหันมาสนใจ Mr.Jacob Vadakkanchary คุณหมอชาวอินเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาแบบธรรมชาติบำบัด ได้กล่าวว่า ธรรมชาติบำบัดคือการดูแลรักษากาย ใจ โดยขบวนการทางธรรมชาติ (สรุปง่าย ๆ ว่า คือ ร่างกายและจิตใจของคนเราสามารถเยียวยารักษาตัวเองได้ ทุกโรค ถ้าร่างกายอยู่ในสภาพสมดุลปรกติ) โรคร้ายต่างๆ เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบตัน ภูมิแพ้ หืดหอบ ฯลฯ เกิดจากการดำเนินชีวิตผิดธรรมชาติและรับประทานอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อน หรือการใช้ชีวิตที่เครียดเกินไป หักโหมเกินไป กังวลเกินไป ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ พักผ่อนไม่เพียงพอ ดังนั้น การดูแลสุขภาพของคนเราจะเน้นเรื่องอาหาร การกินอาหารที่ดีจะทำให้มีสุขภาพดี Bacteria ไม่มีผลทำให้เกิดโรคต่อร่างกาย การเจ็บป่วยของคนล้วนเกิดจากอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อนที่คนเรากินเข้าไป ขบวนการขับสารพิษออกจากร่างกายมี 4 ทาง (จมูก/เหงื่อ/ปัสสาวะและอุจจาระ) คนเราควรหมั่นหายใจลึกๆจะได้อากาศบริสุทธิ์เข้าปอด เพื่อนำออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย และควรตากแสงแดดอ่อนๆทั้งในตอนเช้าและตอนเย็น เพื่อดูดสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นวิธีดูแลรักษาสุขภาพอย่างง่ายๆ เวลาเจ็บป่วยร่างกายจะเสียสมดุล ถ้าจะแก้ไขให้สมดุลก็ต้องปรับสภาพทั้งร่างกายและจิตใจ การไอ/จาม/มีผื่นไม่ใช่อาการป่วย แต่ร่างกายกำลังทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติ จะจามเพื่อขับพิษออกจากปอด การกินยาแก้ไอจะทำให้ร่างกายไม่สามารถขับสารพิษออกมาได้ การที่เราเป็นไข้ก็เป็นขบวนการทำลายเชื้อโรค เวลาท้องเสียถือเป็นการทำความสะอาดของร่างกายครั้งใหญ่ การถ่ายให้หมดจะช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย หากใช้ยาหยุดถ่าย พิษต่างๆก็จะซึมเข้าสู่ร่างกาย หากซึมผ่านเส้นเลือดไปที่ผิวหนังก็จะเป็นผื่น ซึมไปที่ไตก็จะเป็นโรคไต ซึมไปที่ระบบหายใจก็จะเป็นหืดหอบ แนะนำให้กินอาหารมังสวิรัติ เพราะเนื้อสัตว์ก็จะไปหมักหมมอยู่ในลำไส้ ร่างกายก็จะได้รับสารพิษนั้น คนที่ปวดศีรษะเนื่องจากมีเนื้องอกที่สมองเป็นกลไกของร่างกายต้องการให้หยุดทำงาน หากกินยาแก้ปวดศีรษะ อาการปวดบรรเทาก็ยังคงทำงานต่อไปได้ เนื้องอกก็จะลุกลามต่อไป จึงควรรักษาโดยธรรมชาติบำบัด (Health Life Style) การรับประทานยาต่างๆ เช่น Brufen, Paracetamol, Penicillin และ Tetracycline เป็นต้น ซึ่งจะมีพิษต่อตับและไต ยาจะให้ผลดีในระยะสั้น แต่จะเกิดผลเสียในระยะยาว ทุกวันนี้คนเราป่วยเพราะมีสารพิษตกค้างในร่างกาย (เนื้อสัตว์ใช้เวลาย่อย 12 ชั่วโมง ผักดิบใช้เวลาย่อย 2.30 ชั่วโมง ส่วนน้ำผลไม้ใช้เวลาย่อยเพียง 1 ชั่วโมง) วิธีการอดอาหารเพื่อล้างพิษ เป็นทางเลือกหลักของวิชาธรรมชาติบำบัด บางคนอดอาหาร 7 วัน - 14 วัน - 21 วัน แล้วแต่อาการของโรค ก่อนอดอาหารต้องเตรียมความพร้อมโดยให้กินผักและผลไม้เพื่อปรับสภาพร่างกาย 3 วัน หลังจากนั้น 4 วันแรกให้ดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียว อีก 3 วันต่อมาให้ดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาว และ 3 วันสุดท้ายให้ดื่มน้ำผลไม้ จากนั้นค่อยๆปรับสภาพร่างกาย โดยให้รับประทานผักสดและผลไม้ แล้วกลับมาใช้ชีวิตปรกติตามเดิม ในรายผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง อาจให้อดอาหาร 20 วัน เพื่อไม่ให้มะเร็งเจริญเติบโต ระหว่างนั้นจะให้น้ำผลไม้อ่อนๆ ให้เอาผ้าเปียกมาประคบบริเวณที่มีอาการปวดจะทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น เพราะระบบภายในของผู้ป่วยโรคมะเร็งจะสูญเสียสมดุลเกือบหมด ระหว่างการรักษาหากผู้ป่วยมีอาการไข้นอนซม หมอธรรมชาติบำบัดจะรู้สึกดีใจ เพราะเป็นวิธีการที่ธรรมชาติรักษาตัวเอง อุณหภูมิในร่างกายผู้ป่วยสูงขึ้นเพื่อฆ่าเชื้อโรค เป็นการส่งสัญญาณว่าการรักษาได้ผล บางครั้งผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอ ปากขม ไม่อยากอาหาร เพราะร่างกายต้องการเยียวยาตัวเอง หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดบริเวณที่เป็นโรคมะเร็งก็จะใช้โคลนพอกเพื่อช่วยบำบัดอาการเจ็บปวด นอกจากนี้ยังใช้วิธีฝึกเปลี่ยนจิตของผู้ป่วยด้วยการให้ฝึกภาวนา และเปลี่ยนวิธีคิดของผู้ป่วยโดยให้คิดว่าวันนี้อาการดีขึ้น หรือให้ผู้ป่วยด้วยกันช่วยกันเยียวยาจิตใจ เช่น ให้พูดบอกกันว่าวันนี้อาการดูดีขึ้นนะ วิชาธรรมชาติบำบัดมีหลักว่าจิตเป็นนาย กายเป็นบ่า หากจิตตายร่างกายจะตายด้วย การฝึกโยคะก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการรักษาเพื่อให้เข้าถึงจิตตัวเอง เช่น คนออกกำลังกายในโรงยิมก็เหมือนคนภาวนาเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เพราะจิตบอกว่าออกกำลังกายเพื่อให้มีกล้าม ต่างจากกรรมกรที่แบกหามกล้ามเนื้อจะไม่สมบูรณ์เหมือนคนออกกำลังกายในโรงยิม เพราะจิตไม่ได้สั่ง ในการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นแผลเรื้อรัง เมื่อผู้ป่วยมีแผลตามแขนขา ซึ่งเป็นแผลที่รักษาไม่หาย อาจจะต้องตัดอวัยวะส่วนที่เป็นแผลทิ้ง ซึ่งรักษาโดยวิธีธรรมชาติบำบัดอย่างง่ายๆด้วยการให้ผู้ป่วยใช้หรือรับประทาน raw diet (อาหารดิบ น่าจะหมายถึงผักผลไม้สด) ใช้สมุนไพร tamaric root (พืชเป็นหัวใต้ดินตระกูลขิง ข่า ขมิ้น) และน้ำเย็นล้างแผลวันละ 2-3 ครั้ง แล้วให้ผู้ป่วยตากแดด เน้นเรื่องการตากแดด แผลนั้นจะค่อยๆแห้งและยุบ จนกระทั่งแผลหาย การรักษาผู้ป่วยเป็นไมเกรนหรือไซนัส การล้างจมูกด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือจะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย หรือล้างตาในน้ำสะอาดจะทำให้ระบบประสาทตาเย็นลง และช่วยขจัดไขมัน Dr.Jacob กล่าวว่า หากคนเราดูแลเรื่องอาหารการกิน ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่รับประทานยา เพราะยาไม่เพียงแต่ฆ่าเชื้อโรคเท่านั้น แต่ยังทำลายภูมิต้านทานโรคในร่างกาย ยาแผนปัจจุบันแม้จะช่วยยับยั้งอาการปวดหรืออาการไข้ แต่นั่นเป็นเพียงการกดอาการ ไม่ได้เป็นการรักษาให้หายขาด การรักษาอยู่ที่ตัวของเราเองที่หันมารักษาตามแนวทางธรรมชาติบำบัด

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551

สุขภาพดีหรือไม่ดี ดูได้จาก อึ จริงหรือ?


ถ้าพูดถึงดีท็อกซ์ นึกถึงการล้างพิษแบบนักนิยม ชีวจิต โดยการฉีดน้ำกาแฟเข้าไปล้างลำไส้ใหญ่ หลายคนหวาดเสียวค่ะ ไม่กล่าลอง จริง ๆ มีวิธีดีท็อกซ์หลายวิธีและง่าย ๆ ด้วย อาทิ ออกกำลงกายให้เหงื่อออก การหายใจเข้าลึก ๆ และหายใจออกยาว ๆ รวมทั้ง “อึ” ทุกวัน นี่ล่ะสำคัญนัก แพทย์และนักโภชนาการบอกว่า สุขภาพดีหรือไม่ดี ดูได้จาก อึเพราะนอกจากเป็นการถ่ายเทของเสียออกจากร่างกายแล้ว อึยังฟ้องถึงลักษณะนิสัยในการกินของคุณ อย่างที่พูดกันว่า You are what you eat. ว่าคุณเป็นประเภทสวาปามตามใจปาก หรือรู้จักเลือกกินว่าแต่ว่า เคยสังเกตบ้างหรือเปล่าว่า อี๊! อึของคุณเป็นยังไง“บ้าจัง... ใครจะมานั่งมองอึของตัวเอง”ให้คิดแบบนี้ค่ะว่า ของเหม็น ๆ ที่เรารังเกียจนักหนาน่ะ มันเคยหอมมาก่อน จำได้มั้ย ขาหมูเนื้อนุ่ม ส้มตำรสแซบ เค็กช็อกโกแลตหอมหวาน...ฯลฯ กลั้นใจสำรวจผลงานของคุณในโถส้วมทุกเช้า (แค่มองดูก็พอนะ ไม่ต้องถึงกับเขี่ยดู) สักหน่อย แล้วตอบคำถามต่อไปนี้
1 อึของคุณจมหรือลอย
· ลอย (1 คะแนน) · จม (2 คะแนน)
2 ลักษณะอ่อนนิ่ม หรือเป็นก้อนแข็ง
· อ่อนนิ่มเหมือนยาสีฟัน (1 คะแนน) · เป็นก้อนแข็ง (2 คะแนน)
3 ปริมาณ (กะด้วยสายตา)
· มากกว่า 200 กรัม หรือ 2 ขีด (1 คะแนน) · น้อยกว่า 200 กรัม (2 คะแนน)
4 รูปร่างลักษณะ
· เหลวเหมือนกาว (1 คะแนน) · รูปร่างเหมือนกล้วยนิ่ม ๆ (1 คะแนน) · เป็นก้อนแข็ง (2 คะแนน)
5 จำนวนครั้งที่ถ่ายต่อวัน
· วันละครั้งขึ้นไป (1 คะแนน) · หลายวันครั้ง (2 คะแนน)
6 สี · เหลืองทอง (1 คะแนน) · น้ำตาลแก่ (2 คะแนน)
7 กลิ่น · ไม่ค่อยมีกลิ่น (1 คะแนน) · มีกลิ่นเหม็น (2 คะแนน)
เฉลย
7-9 คะแนน สุขภาพแข็งแรงดีเลิศ
10-12 คะแนน ต้องคอยระวังดูแลสุขภาพให้มากขึ้น พยายามกินอาหารที่มีเส้นใยสูงมากขึ้น
13-14 คะแนน เป็นสัญญาณว่าคุณอาจมีปัญหาสุขภาพ ควรตรวจสุขภาพหรือปรึกษาแพทย์
ทำแบบทดสอบแล้วปรากฏว่า อึของคุณมีปัญหา แม้ว่ายังไม่มีปัญหาสุขภาพปรากฏให้เห็นก็ตาม ควรปรับวิธีกินเสียใหม่นะคะ ซึ่งนักโภชนาการได้แนะนำว่า แต่ละวันให้เลือกกินอาหารที่มีเส้นใยสูงให้มาก เช่น ผักผลไม้ ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต กินพออิ่ม ดื่มน้ำวันละ 8 แก้วทำเช่นนี้จะอึได้ดีขึ้น ของเสียก็จะไม่ตกค้างในร่างกายและเป็นพิษ และถ้าจะดีท็อกซ์ให้ครบเครื่อง ก็ต้องประกอบด้วยการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป หายใจเข้าลึก ๆ ผ่อนลมหายใจออกยาว ๆ ผ่อนคลายอารมณ์ เช่น นั่งสมาธิ รวมทั้งฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวันด้วยทีนี้หน้าจะใสโดยไม่ต้องโป๊ะเครื่องสำอาง อึก็สวย (ทั้งสีและรูปร่าง) เพราะเราล้างพิษในร่างกายทุกวันค่ะ
อี๊! อึของคุณเป็นแบบไหน อึลอยฟ่อง เนื่องจากกินผักผลไม้ที่ให้ไฟเบอร์สูง อึจะลอยน้ำ มีสีอ่อน ถ่ายง่าย ไม่มีกลิ่น และจะถ่ายวันละ 1-3 ครั้งอึเป็นก้อนจมน้ำ ถ่ายวันละครั้ง ใช้เวลาถ่ายนานประมาณ 10 นาที แสดงว่ากินผักผลไม้ อาหารเส้นใยไม่มากพออึเหนียวหนับ เป็นก้อน มีกลิ่นเหม็น มีสีน้ำตาลเข้ม บางครั้งอาจเป็นครีมติดชัคโครก แสดงว่าชอบกินอาหารพวกแป้งขัดขาว ไขมัน เนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก ซึ่งจะอยู่ในกระบวนการย่อยนาน 65-100 ชั่วโมง แม้จะอึทุกวัน แต่ก็ไม่ใช่จากของที่กินเมื่อวาน
กินนานเท่าไรจะกลายเป็นอึ อาหารที่ตกค้างอยู่ในกระบวนการย่อยนาน ๆ เช่น เนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก ไม่ดีต่อสุขภาพ หากจะสังเกตว่าอาหารที่เรากินเข้าไปใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะกลายมาเป็นอึ ให้กินงาดำโดยไม่ต้องเคี้ยว แล้วสังเกตดูว่าเมื่อไรที่มีงาดำออกมาพร้อมอึ
อ้างอิงจาก http://www.unicitythai.com/

"อนุมูลอิสระ" คือ อะไร ?

มารู้จัก “อนุมูลอิสระ” ที่เรียก ๆ กัน มันเป็นอย่างไร? และเดลี่โปรดิวส์24 คืออะไร?

เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนเดี๋ยวหนาว ได้เจอคนไม่สบายบ่อย ๆ ดูแล้วคงต้องระมัดระวังสุขภาพกันมากขึ้นนะคะ หลายคนชอบถามว่า มีวิธีป้องกันหรือดูแลตนเองอย่างไรบ้าง เลยอยากให้รู้จักเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีประโยชน์ทำให้ร่างกายทำหน้าที่หรือป้องกันตนเองได้ดีขึ้นแล้วทำให้อะไรบางอย่างที่ผิดปกติไปดีขึ้นเร็ว โดยเฉพาะการซ่อมแซมตนเองของร่างกาย
อนุมูลอิสระ คืออะไร?
ในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารของร่างกายซึ่งมี ความจำเป็นต้องอาศัยออกซิเจนช่วย แต่จะเกิดออกซิเจนที่มีประจุลบ (O2) ซึ่งก็คืออนุมูลอิสระ (free radicals) สารตัวนี้ยังสามารถไปรวมตัวกับสารบางชนิดในร่างกายเรา แล้วก่อให้เกิดเป็นสารพิษที่ทำลายเนื้อเยื่อ หรืออาจไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางพันธุกรรมภายในเซลล์ ทำให้เซลล์ที่ปกติแปรสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุดอนุมูลอิสระ เป็นอนุภาคไม่คงตัว จึงทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่อยู่ติดกันได้อย่างรวดเร็ว เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า “ออกซิเดชั่น” (Oxidation) ซึ่งอาจก่อผลกระทบที่อันตรายต่อร่างกายได้
อนุมูลอิสระเกิดขึ้นได้อย่างไร? นอกจากเกิดจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายแล้ว ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อทั้งจากแบคทีเรียและไวรัส การอักเสบชนิดไม่ทราบสาเหตุ เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ , จากรังสี, สิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ เช่น ควันเสียและเขม่าจากเครื่องยนต์, ควันบุหรี่, ยาฆ่าแมลง, การออกกำลังกายอย่างหักโหม

อนุมูลอิสระทำให้เกิดอะไรกับร่างกายบ้าง? เมื่ออนุมูลอิสระทำปฏิกิริยากับรหัสพันธุรกรรมดีเอ็นเอในนิวเคลียสของเซลล์ อาจทำให้เซลล์กลายพันธ์และกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ถ้าเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับโคเลสเตอรอลในกระแสเลือด จะกระตุ้นให้เกิดไขมันสะสมในหลอดเลือด นำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดในสมองแตกหรือตีบได้ นอกจากนี้ อนุมูลอิสระยังมีส่วนทำให้เกิดต้อกระจก ภูมิต้านทานต่ำ โรคข้ออักเสบและแก่ก่อนวัย

บทบาทของสารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านอนุมูลอิสระทำลายฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ โดยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย นอกจากสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างเองแล้ว ในวิตามิน แร่ธาตุ และพฤกษาเคมี (PhytoChemical) ก็มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ด้วย และช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดีสีสัน ในผัก ผลไม้ กับสุขภาพ ไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutrient) หรือไฟโตเคมีคอล (Phytochemical) หรือเรียกว่าพฤษเคมี คือสารเคมีต่าง ๆ ที่มีอยู่ในผัก ผลไม้ เป็นสารที่ทำให้เกิด สี กลิ่น รส ในผัก ผลไม้ มีประโยชน์ต่อร่างกายในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีหลายชนิดและจะมีสีสันที่แตกต่างกันไป ลองมารู้จักพวกเขาอย่างง่าย ๆ ดูประโยชน์ที่จะได้รับกัน เช่นชนิดสีแดง ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็งชนิดต่าง ๆ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคปอด และโรคระบบทางเดินปัสสาวะ มีไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutrient): ไลโคพีน (Lycopene) เช่น มะเขือเทศ , แตงโม, เกรฟฟรุทสีชมพู (Pink Grapefruit)ชนิดสีม่วง ช่วยลดการจับตัวกันของลิ่มเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองอุดตัน ช่วยในการมองเห็น ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม มีไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutrient): แอนโธไซยานิน (Anthocyanins) เช่น องุ่น, บลูเบอรี่ ,สตอเบอร์รี่, หัวบีท, มะเขือม่วงชนิดสีส้ม ช่วยป้องกันผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระและช่วยซ่อมแซมดีเอ็นเอ (DNA) ช่วยในการมองเห็นตอนกลางคืน มีไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutient): แอลฟาและเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท, มะม่วง, แคนตาลูป, มันเทศชนิดสีเหลืองส้ม ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยเซลล์ในร่างกายในการสื่อประสาท ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน มีไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutrient): Beta Cryptothanxin เช่น ส้ม, พีช, มะละกอชนิดสีเหลืองเขียว ช่วยลดความเสี่ยงโรคต้อกระจก ช่วยป้องกันหลอดเลือดหนาตัว เสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน มีไฟโตนิวตรียนท์ (Phytonutrient): Lutein, Zeaxanthine เช่น ผักขม , ข้าวโพด, อะโวคาโด , แตงฮันนีดิวชนิดสีเขียว ช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง มีไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutrient): ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane), ไอโซไซยาเนท (Isocyanate), อินโดล (Indoles) เช่น บรอคโคลี, กะหล่ำปลี, ผักกาดหอมฝรั่ง, บรัสเซลส์สเปราท์ชนิดสีเขียวขาว ช่วยป้องกันมะเร็ง มีไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutrients): Quercetin, Kaempferol, Allicin เช่น กระเทียม, หอม, ซีเรอลี, ลูกแพร์ผักผลไม้หลายชนิดที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงโดยเฉพาะกลุ่มไฟโตนิวเตรียนท์ บางชนิดราคาสูง หาทานได้ไม่ง่ายหรือสะดวกนัก อยากจะทานให้ครบ ๆ คงต้องหาทานกัน เพื่อสุขภาพ

เดลี่โปรดิวส์ 24 คืออะไร?

คือ สารอาหารสกัดจากผลไม้ 12 ชนิด และผัก 12 ชนิดDailyProduce24 ผลิตภัณฑ์ที่มีสารอาหารที่มีค่าต้านอนุมูลอิสระสูง หรือค่า ORAC (Oxygen Radical Absorbance Capacity) สูง กระบวนการเก็บเกี่ยวและกระบวนการผลิตที่ช่วยรักษาคุณค่าสารอาหารไว้ได้มากที่สุด (Flash Glancing Technology) ให้คุณค่าทางโภชนาการจากผักผลไม้ > 4 หน่วยบริโภค (ในหนึ่งวันเราควรได้รับเกิน 4 หน่วยบริโภค) บรรจุในแคปซูลที่ทำจากพืช (Soy based gelatin) เพราะเจลาตินทั่วไปผลิตจากสัตว์ซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้ได้
จาก Unicity Newsletter Oct 2007

อ้างอิงจา http://www.unicitythai.com/

ทำไมต้องล้างสารพิษออกจากร่างกาย ?

ทำไมต้องล้างสารพิษออกจากร่างกาย ?

อาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นแบ่งเป็น 2 ชนิด ชนิดที่มีเส้นใยมาก ได้แก่ธัญพืชต่าง ๆ เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวโพด ฯลฯ และชนิดที่มีเส้นใยน้อยหรือไม่มีเส้นใย เช่น เนื้อสัตว์ ไขมัน และแป้งขัดขาว ฯลฯ โดยอาหารที่มีเส้นใยมาก เมื่อผ่านการย่อยแล้ว จะขับถ่ายทางร่างกายโดยง่าย ในขณะที่อาหารที่มีเส้นใยน้อยเมื่อย่อยแล้วจะจับตัวกันจนเหนียว ทำให้เคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่ด้วยความยากลำบากและมักเกาะติดอยู่กับผนังลำไส้ ไม่ยอมเคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบขับถ่ายแบบปกติ ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีเส้นใยน้อย จึงมักมีอาการท้องผูก ถ่ายลำบาก แถมสิ่งที่เกาะอยู่ตามผนังลำไส้นี้ยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรีย ก่อให้เกิดการบูดเน่า หรือเกิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินอาหาร เช่น องผูก ลมพิษ ผื่นแพ้ หอบหืด รูมาตอยด์ ฯลฯนอกจากนี้ น้ำดีที่ผลิตออกมาจากตับ เช่น โคลิค แอซิด (Cholic acid), ดีอ๊อกซีโคลิค แอซิด (Deoxycholic acid) เมื่อผ่านไปที่ลำไส้ใหญ่จะถูกแบคทีเรีย เปลี่ยนเป็นสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็งในร่างกายคือ แอพโคลิค แอซิด และ 3-เมทิล-โคแลนทรีน ตามลำดับ ดังนั้น ถ้าสารเหล่านี้อยู่ในร่างกายนานเท่าใด ลำไส้ใหญ่ก็จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งได้สรุปง่าย ๆ ก็คือ ท็อกซินก็คือสารพิษ แต่ไม่ใช่ยาพิษ เป็นพิษที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาทางเคมีในร่างกายของเราเอง เรากินอะไรผิด ๆ (ส่วนมากก็จะเป็นอาหารดี ๆ อร่อย ๆ) ก็จะเกิดท็อกซินขึ้นในตัวเรา การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษมาก สารพิษก็สะสมอยู่ในตัว การกินยาหลายขนานเป็นประจำ ผลข้างเคียงจากยาเหล่านั้นก็จะกลายเป็นพิษอยู่ในตัวเรา
วันนี้คุณคิดว่าถึงเวลาหรือยัง
ที่จะต้องล้างสารพิษออกจากร่างกายของคุณ
เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง ??

อ้างอิงจาก http://www.unicitythai.com/

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Agel นวัตกรรมแห่งอนาคต จริงหรือ?

ความเป็นไปได้ในการที่จะสร้างความมั่นคงทางการเงิน กับ ธุรกิจเครือข่าย Agel ที่ทำได้จากที่บ้าน จากที่ทำงาน หรือจากที่ไหน ๆ ก็ตาม ไม่ว่าคุณจะต้องการทำเพื่อเป็นรายได้เสริม หรือทำเป็นรายได้หลัก เป็นเรื่องจริงหรือ ???
หลายคนยังคงสงสัย และมีคำถามในใจว่า
ทำไมต้อง เอเจล ?

1. บริษัทฯ Agel มีความมั่นคงสูง

  • ยอดขายเดือนแรกกว่า 5 ล้านเหรียญ สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ MLM ทั่วโลก
  • เปิดดำเนินการไปแล้วกว่า 50 ประเทศทั่วโลก
  • เป็นบริษัทปราศจากหนี้สิน (Debt-free Company)
  • เพียงปีที่ 2 (2007) มียอดขายกว่า 5,000 ล้านบาท

2. ผลิตภัณฑ์คุณภาพดี ผลลัพธ์ชัดเจน มีจุดขายมากมาย

  • รับประทานง่าย รสชาติอร่อย
  • ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว (3-20 นาที)
  • พกพาสะดวก
  • บรรจุภัณฑ์ โดดเด่น ดูดี แนะนำง่าย ไร้แรงต้านทาน

3. แผนรายได้ ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

  • สมาชิกใหม่มีรายได้อย่างรวดเร็วจาก Fast Start Bonus
  • หลายท่านสามารถสร้างรายได้หลักแสนในเดือนแรก
  • ทำเพียง 2 - 4 สายงาน เน้นทางลึก ทำให้มั่นคง "เกษียณ" ได้จริง
  • มีโปรแกรมท่องเที่ยวทั่วโลก ปีละหลายครั้ง
  • มีกองทุนรถยนต์ สูงสุดถึง 6,000 $ (210,000 บาท) ต่อเดือน

4. สามารถขยายธุรกิจได้ทั่วโลก (Worldwide Link)

  • ชวนคนต่างชาติต่อยอดธุรกิจได้ทั่วโลก จากเมืองไทยได้ทันที
  • มีรหัสอินเตอร์ ใช้ได้ทั่วโลก
  • เป็น E-Commerse เต็มรูปแบบ สร้างรายได้ 24 ชั่วโมง / วันได้

รายละเอียดเพิ่มเติม

http://goods.igetweb.com/